บทที่ 10.9: การถูกไฟฟ้าช็อกและฟ้าผ่า

  • warning: Parameter 2 to ad_image_adapi() expected to be a reference, value given in /home/thaicpr/public_html/includes/module.inc on line 476.
  • warning: Parameter 2 to ad_image_adapi() expected to be a reference, value given in /home/thaicpr/public_html/includes/module.inc on line 476.

10.9.1 บทนำ   

การโดนกระแสไฟฟ้าช็อกและการโดนฟ้าผ่ามีผลโดยตรงกับการทำงานของหัวใจ สมอง  และ กล้ามเนื้อต่างๆ  นอกจากนั้น กระแสไฟฟ้ายังสามารถที่จะเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อน ทำให้เกิดความเสียหายหลายอย่างให้กับร่างกายได้

10.9.2 กระแสไฟฟ้าช็อก (Electric Shock)

ปัจจัยที่บ่งชี้ถึงความรุนแรงของการโดนไฟฟ้าช็อกนั้นขึ้นกับหลายๆ ปัจจัย  เช่น ความรุนแรงของกระแสไฟฟ้า, ชนิดของกระแสไฟฟ้า, ระยะเวลาของการสัมผัส, ต้นกำเนิดของแหล่งพลังงานไฟฟ้า  รวมไปถึงความต้านทานของร่างกายที่มีต่อกระแสไฟฟ้าด้วย
กระแสไฟฟ้าแรงสูงยิ่งทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายผู้ที่สัมผัสมาก  ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงไฟฟ้าจากกระแสไฟฟ้าตามบ้านก็ตาม  กระแสไฟฟ้าจะทำให้เกิดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ  มีผลทำให้ไม่สามารถคลายตัวจากการสัมผัสต่อแหล่งกำเนิดกระแสไฟฟ้าได้  ส่งผลระยะเวลาในการสัมผัสนานมากขึ้นไปด้วย  นอกจากนั้นแล้วกระแสไฟฟ้ายังสามารถผ่านเข้าไปที่หัวใจ และกระตุ้นให้เกิด ventricular fibrillation (VF) ได้

10.9.3 การโดนฟ้าผ่า (Lightning Strike)

อัตราการตายเนื่องจากการโดนฟ้าผ่าประมาณ 30%  กรณีที่ผู้ป่วยรอดชีวิต อัตราความทุพลภาพสูงถึงประมาณ 70%  การแสดงอาการของการโดนฟ้าผ่าในแต่ละบุคคลไม่เหมือนกัน ในบางคนอาจมีอาการแค่เพียงเล็กน้อย ในขณะที่บางคนอาจจะเสียชีวิตได้ทันที 
สาเหตุการตายอันดับหนึ่ง ของการโดนฟ้าผ่าคือหัวใจหยุดเต้น ซึ่งสัมพันธ์กับการเกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะ เช่น VF หรือ asystole การโดนฟ้าผ่าเปรียบเสมือนการโดนกระแสไฟฟ้าแรงสูงช็อกทันที ทำให้เกิดภาวะ depolarization ของกล้ามเนื้อหัวใจในทันที ในบางครั้งการทำงานของหัวใจสามารถกลับมาทำงานได้ด้วยตนเอง แต่ก็จะมีปัญหาเรื่องการหายใจ ซึ่งเกิดจากการที่กล้ามเนื้อบริเวณหน้าอกเกิดการเกร็งตัว ทำให้ไม่สามารถหายใจได้ 
นอกจากนั้นการโดนฟ้าผ่ายังทำให้เกิดผลโดยตรงต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด  ทำให้เกิดการหลั่งสาร  catecholamine และสามารถกระตุ้นระบบประสาทอัตโนมัติได้อย่างรวดเร็ว มีผลทำให้ผู้ป่วย มีความดันโลหิตสูงมาก, หัวใจเต้นเร็ว, คลื่นไฟฟ้าหัวใจมีการเปลี่ยนแปลง เช่น QT prolong, T wave inversion เป็นต้น
การโดนฟ้าผ่ายังมีผลต่อระบบประสาททั้งในระบบประสาทส่วนกลางและส่วนปลาย   ทำให้มีเลือดออกในสมอง สมองบวม เส้นประสาทส่วนปลายผิดปกติ  และมักจะพบภาวะสมองขาดออกซิเจนเนื่องจากมีหัวใจหยุดเต้นได้บ่อยครั้ง
ผู้ป่วยที่โดนฟ้าผ่ามักต้องการรักษาโดยเร่งด่วน โดยเฉพาะระบบการหายใจ และการเต้นของหัวใจ การช่วยผู้ป่วยในกลุ่มนี้ควรช่วยอย่างรวดเร็ว ถึงแม้ว่าจะพบว่าผู้ป่วยเสียชีวิตแล้วก็ตาม เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่ยังอายุน้อยและไม่มี Co-morbid มากนัก

10.9.4  การช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานในผู้ป่วยที่โดนไฟฟ้าช็อกและฟ้าผ่า

ผู้ช่วยเหลือต้องรีบย้ายผู้ป่วยออกจากสถานที่ที่โดนไฟฟ้าช็อกหรือฟ้าผ่าโดยทันที  ประเมินการหายใจและการเต้นของหัวใจ  ถึงแม้ว่าจะพบว่าผู้ป่วยเสียชีวิตแล้วก็ตาม ให้รีบทำการช่วยหายใจและกระตุ้นหัวใจในทันที เนื่องจากผู้ป่วยจะมีอัตรารอดมากขึ้น ถ้าสามารถให้การช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว
การโดนกระแสไฟฟ้าช็อกและการโดนฟ้าผ่านั้น ทำให้ความเสียหายให้เกิดแก่อวัยวะหลายแห่ง เช่น สมอง กระดูกสันหลัง กล้ามเนื้อ และยังสามารถทำให้กระดูกหัก  ดังนั้นระมัดระวังในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย  โดยเฉพาะในการส่วนของกระดูกสันหลัง  ถอดเสื้อผ้า รองเท้า เข็มขัดของผู้ป่วยออกให้หมดเพื่อเป็นการผ่อนคลายและระบายความร้อนให้ผู้ป่วยได้อีกทางหนึ่ง
ในการประเมินเบื้องต้น ถ้าไม่พบการเต้นของหัวใจ และการหายใจ ให้เริ่มต้นการ CPR ทันที และใช้เครื่อง automated external defibrillator (AED) สำหรับการตรวจหาการเต้นของหัวใจผิดจังหวะ และใช้การรักษา VF or VT แล้วจึงรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล

10.9.5 การช่วยชีวิตขั้นสูงผู้ป่วยที่โดนไฟฟ้าช็อกและฟ้าผ่า

หลังจากช่วยเหลือเบื้องต้น โดยการนำผู้ป่วยออกมายังที่ปลอดภัยแล้ว ขณะที่ผู้ป่วยอาจมีภาวะหัวใจหยุดเต้นหรือหัวใจล้มเหลวอยู่นั้น ให้รีบควบคุมการหายใจ, เริ่ม CPR, และพยายามทำ defibrillation ให้เร็วที่สุดถ้ามีข้อบ่งชี้ และรักษาภาวะการเต้นหัวใจผิดจังหวะ เช่น VF, VT, Asystole ตาม ACLS guideline
.ในระยะแรก การใส่ท่อช่วยหายใจอาจจะค่อนข้างยาก โดยเฉพาะที่ใบผู้ป่วยที่โดนไฟฟ้าช็อตและฟ้าผ่าที่หน้า ปาก และ คอ ถ้ามีร่องรอยของการไหม้ หรือตำแหน่งที่ไหม้มีปริมาณมาก ยิ่งควรจะรีบใส่ท่อช่วยหายใจ เนื่องจากจะมีการบวม ของกล้ามเนื้อ และ soft tissue อย่างรวดเร็ว
สำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะช็อกจากการขาดสารน้ำในร่างกาย ควรรีบให้สารน้ำในการประคับประคองอาการอย่างรวดเร็ว เนื่องจากผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีการสลายของกล้ามเนื้อที่ถูกทำลายเป็นปริมาณมาก ดังนั้นสารน้ำที่เพียงพอจึงจำเป็นสำหรับการขับ myoglobin, potassium, และ ของเสียต่างๆออกจากร่างกายได้หมด และถ้าผู้ป่วยมีบาดแผลไหม้เป็นบริเวณกว้าง ควรรีบช่วยเหลือผู้ป่วยในเบี้ยงต้นแล้วติดต่อส่งผู้ป่วยรักษาต่อที่ burn unit ต่อไป

10.9.6  บทสรุป

ถึงแม้อัตราการทุพลภาพ และอัตราการตาย ในผู้ป่วยที่โดนไฟฟ้าช็อกและฟ้าผ่าจะสูง แต่ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องและรวดเร็วนั้นมักจะตอบสนองต่อการรักษาได้ดีมาก  ดังนั้นผู้ช่วยเหลือ ควรรีบช่วยเหลือด้วยความรวดเร็ว เริ่ม CPR อย่างรวดเร็ว, รีบ defibrillation อย่างรวดเร็ว, ให้การรักษาแผลไหม้ทั้งภายนอก และ ภายในอย่างรวดเร็ว รวมทั้งการดูแลรักษาในเบี้ยงต้น ไม่ว่าการดูแลในเรื่องการติดเชื้อ การดูแลรักษาแผล ปริมาณสารน้ำที่ให้ในแต่ละวัน และ ควรส่งผู้ป่วยต่อให้ผู้เชี่ยวชาญในการดูแลรักษาต่อไป


 

บรรณานุกรม

1.Budnick LD. Bathtub-related electrocutions in the United States, 1979 to 1982. JAMA. 1984; 252: 918–920.
2.Geddes LA, Bourland JD, Ford G. The mechanism underlying sudden death from electric shock. Med Instrum. 1986; 20: 303–315.
3.Cooper MA. Lightning injuries: prognostic signs for death. Ann Emerg Med. 1980; 9: 134–138.
4.Kleinschmidt-DeMasters BK. Neuropathology of lightning strike injuries. Semin Neurol. 1995; 15: 323–328.
5.Stewart CE. When lightning strikes. Emerg Med Serv. 2000; 29: 57–67;quiz 103.
6.Fahmy FS, Brinsden MD, Smith J, Frame JD. Lightning: the multisystem group injuries. J Trauma. 1999; 46: 937–940.
7.Patten BM. Lightning and electrical injuries. Neurol Clin. 1992; 10: 1047–1058.
8.Browne BJ, Gaasch WR. Electrical injuries and lightning. Emerg Med Clin North Am. 1992; 10: 211–229.
9.Kleiner JP, Wilkin JH. Cardiac effects of lightning strike. JAMA. 1978; 240: 2757–2759.
10.Lichtenberg R, Dries D, Ward K, Marshall W, Scanlon P. Cardiovascular effects of lightning strikes. J Am Coll Cardiol. 1993; 21: 531–536.
11.Cooper MA. Emergent care of lightning and electrical injuries. Semin Neurol. 1995; 15: 268–278.
12.Milzman DP, Moskowitz L, Hardel M. Lightning strikes at a mass gathering. South Med J. 1999; 92: 708–710.
13.Duclos PJ, Sanderson LM. An epidemiological description of lightning-related deaths in the United States. Int J Epidemiol. 1990; 19: 673–679.
14.Epperly TD, Stewart JR. The physical effects of lightning injury. J Fam Pract. 1989; 29: 267–272.
15.Whitcomb D, Martinez JA, Daberkow D. Lightning injuries. South Med J. 2002; 95: 1331–1334.